สุดเฮี้ยน!! วิญญานทวงของ

สุดเฮี้ยน!! วิญญานทวงของ

คุณพริกเกลือเล่าว่า.. เป็นเรื่องสมัยเราเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรงนะคะ แต่เกิดกับเพื่อนสนิทเราเอง เรากับเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้ย้ายเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยลัยเดียวกัน คณะเดียวกันแต่คนละสาขา ด้วยความที่สนิทกันมานาน ก็เลยเช่าหอพักอยู่ที่เดียวกัน เป็นหอหญิง แต่อยู่คนละห้องนะคะ เพื่อความเป็นส่วนตัว.. หลังจากนั้น ก็มีเพื่อนร่วมสาขาของเพื่อนสนิทเรา มาเช่าหอพักเดียวกัน อยู่ห้องใกล้ๆ กัน.. เพื่อความไม่งง เราขอตั้งชื่อให้เพื่อนเราแล้วกัน เพื่อนเราที่สนิทกับเรามานาน ชื่อเอ (นามสมมติ) ส่วนเพื่อนร่วมสาขาของเอที่มาเจอทีหลัง พักอยู่อีกห้องใกล้ๆ กัน ชื่อบี (นามสมมติ)

เรื่องมันเกิดขึ้นหลังจากที่เราเริ่มเรียนไปได้ 4-5 เดือน ด้วยความที่เรา 3 คน สนิทกันมากขึ้น เพราะอยู่หอเดียวกัน เดินเข้าออกห้องของกันและกันทั้ง 3 ห้องได้ ไม่มีใครระวังใคร โดยที่ห้องของเอ จะเป็นห้องประจำที่พวกเรามักจะไปรวมตัวกันเสมอ ก่อนแยกย้ายไปนอน.. แต่แล้ว ความผิดปกติก็เริ่มเกิดขึ้นค่ะ เมื่อของของเอเริ่มหายไป ครั้งแรกๆ ก็เป็นเงินไม่กี่สิบบาท พวกเราก็คิดกันว่า เอคงจะซุ่มซ่าม เผลอทำเงินหล่นระหว่างทางบ้าง หรือเก็บไว้ที่ไหนแล้วลืมบ้าง คือไม่เคยระแวงกันเองเลยในพวกเรา 3 คน.. จนกระทั่งวันหนึ่ง ของชิ้นสำคัญของเอก็หายไป เป็นสร้อยที่พ่อเอให้มาก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าขายก็อาจจะได้ราคาพอสมควร แต่มันเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจเอมากกว่า.. เรากับเอเริ่มไม่สบายใจ และสงสัยว่าหอเราคงจะมีขโมยแน่ๆ เราจึงเช็คของในห้องเราบ้าง ก็ไม่มีอะไรหาย ที่ห้องของบีก็ไม่มีหาย มีแต่เพียงห้องของเอที่ของหายไป.. เราคุยกันเรื่องของที่หายจนดึก ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน..

แล้วเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อผ่านไปเพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังจากแยกกัน บีก็วิ่งกรีดร้องออกมาจากห้อง พร้อมกับทุบเรียกที่ห้องของเอเสียงดังลั่นหอ พอเอเปิดประตูออกมา บีก็ยัดสร้อยที่หายไปคืนใส่มือมาให้ พร้อมกับบอกว่า ‘กูไม่เอาแล้ว มึงเอาคืนไปเลย กูไม่เอาแล้ว!' บีพูดซ้ำไปซ้ำมาพร้อมน้ำตา แถมยังมีอาการตัวสั่นราวกับกลัวบางสิ่งบางอย่าง พวกเราจะช่วยพาบีกลับห้อง เพราะถึงจะด่าไปตอนนี้ ก็คงฟังอะไรไม่รู้เรื่อง แต่พอมาถึงหน้าห้องบี บีกลับมีท่าทีหวาดกลัว ไม่ยอมเข้าห้องตัวเอง จะขอไปนั่งที่ห้องเอก่อน แต่เอก็ไม่ไว้ใจ สุดท้ายก็เลยมาจบที่ห้องของเราแทน

บีนั่งตัวสั่นกอดเข่าอยู่ปลายเตียงสักพัก พอเริ่มมีสติ บีก็เริ่มเล่าออกมาว่า บีเป็นคนหยิบของไปจากห้องเอเอง ตั้งแต่เศษเงินเล็กน้อย จนถึงสร้อยคอ ที่หยิบไปเพราะบีใช้เงินเยอะจนหมุนเงินไม่ทัน.. แล้วตั้งแต่หยิบสร้อยของเอไป บีก็เริ่มเจอกับเรื่องแปลกๆ ไม่ว่าจะของในห้องขยับย้ายที่เองบ้าง รู้สึกเหมือนมีคนเดินตาม แต่พอหันไปกลับไม่มีใครบ้าง ซึ่งบีก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร.. จนกระทั่งคืนนี้ ที่เอรู้ตัวว่าสร้อยหายแล้ว พอแยกกันไปนอน บีกำลังจะหลับ แต่กลับรู้สึกเหมือนกับมีสายตากำลังจ้องมองอยู่ พอบีลืมตามองไปที่ปลายเตียงก็ไม่เห็นใคร จนสายตาเหลือบไปทางตู้เสื้อผ้า ก็แทบเสียสติ เพราะบีเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งชุดไทยสีชมพูบานเย็นนั่งห้อยขาอยู่เหนือตู้เสื้อผ้า สายตาเบิกโพลงจ้องมองบีด้วยความแค้น และเสียงอันเยือกเย็นก็ลอยขึ้นมาในอากาศเบาๆ แต่หนักแน่นว่า ‘เมื่อไหร่มึงจะเอาของไปคืนน้องกู!?' บีก็ถามกลับไปว่า ‘ของอะไร?' ผู้หญิงคนนั้นหายไปจากหลังตู้เสื้อผ้า ก่อนจะมาปรากฏตัวตรงหน้าบีอีกครั้ง พร้อมยื่นมือออกมาบีบคอของบีไว้.. บีบอกว่ายังจำความรู้สึกเย็นยะเยือกของมือที่มาผิวคอได้เป็นอย่างดี ‘ที่ผ่านมามึงหยิบเศษเงินเล็กน้อย กูไม่เคยคิดทวงคืน แต่มึงมาเอาของสำคัญของน้องกูไป กูไม่ยอม!' แล้วจังหวะนั้นบีก็เห็นสร้อยที่คอผู้หญิงคนนั้น เป็นสร้อยแบบเดียวกันกับสร้อยของเอ.. พอผู้หญิงคนนั้นก็หายไป บีจึงรีบหยิบสร้อยที่ขโมยเอมา แล้วรีบวิ่งออกมาเคาะประตู เพื่อเอาสร้อยมาคืนเอในทันที

และหลังจากวันนั้น บีก็ย้ายออกจากหอไป พร้อมกับมีข่าวลือกระจายออกมาว่าเอเลี้ยงผี จนเพื่อนบางคนเริ่มหวาดกลัวเอ บางคนก็เริ่มไม่ชอบหน้า ทุกคนในสาขาเริ่มตีตัวออกห่างจากเอ แล้วจับกลุ่มนินทา จนข่าวลือเริ่มเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเอก็ทนไม่ไหว ต้องออกไปเรียนที่อื่น ด้วยสาเหตุที่มีปัญหากับเพื่อน และการเรียนที่ตกต่ำลงเนื่องจากความเครียด ถึงเราจะช่วยแก้ข่าว หรือทำหลายๆ อย่างก็แล้ว ก็ช่วยเปลี่ยนความคิดคนที่ปักใจเชื่อไปแล้วไม่ได้.. เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้รู้ว่า บางครั้งโลกเราก็ไม่ยุติธรรม คนบางคนทำผิดแต่กลับมีที่ยืน ส่วนเจ้าทุกข์กับกลายเป็นคนผิด

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

กระทู้เด็ดน่าแชร์