ถนนดินทรายยามดึก

ถนนดินทรายยามดึก

เรื่องนี้ส่งมาจากคุณเตี้ย (นามสมมติ) ครับ คุณเตี้ยเล่าว่า.. เตี้ยเป็นคนภาคอีสานค่ะ เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ภาคอีสาน ด้วยความที่ไม่ได้กลับบ้านเกิดมานานมาก ทำให้เตี้ยตระเวนไปเยี่ยมเพื่อนๆ ญาติๆ ตามหมู่บ้านต่างๆ แทบจะทุกวัน จนมีวันหนึ่ง เตี้ยให้พี่ชายคนรองขับรถพาไปเยี่ยมย่า และบรรดาอาๆ ที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งห่างออกไปราวๆ 5 กิโลเมตร ตอนแรกพี่ชายก็บ่นบอก ‘เอาไว้พรุ่งนี้ได้ไหม? นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว เวลาเตี้ยไปหาเพื่อนหาญาติ ชอบติดลม พี่ไม่อยากขับรถตอนกลางคืน ไฟหน้ารถมันไม่ค่อยดี..' พี่ชายคนรองเตี้ยบ่นซะยาว เตี้ยเลยบอกกับพี่ชายว่า ‘ถ้าไม่พาไป งั้นเอากุญแจรถมา เตี้ยไปเองก็ได้ ถ้าเมาแล้วขับอย่ามาบ่นทีหลังละกัน..' พอพูดจบ ทั้งแม่ทั้งพี่ชายรีบร้องห้ามใหญ่ บอกห้ามไปคนเดียวนะมันอัตราย เดี๋ยวนี้บ้านเราไม่เหมือนเมื่อก่อนหรอกนะ สุดท้ายพี่ชายคนรองก็ต้องขับรถไปส่งเตี้ยจนได้

เตี้ยนั่งหน้าข้างพี่ชาย ตามองสองข้างทางที่เปลี่ยนไปมาก ถนนเส้นที่พี่ชายพามาเป็นเส้นทางลัด เป็นถนนดินทรายที่ชาวบ้านเขาใช้เวลาไปไร่ไปนา สองข้างทางที่เตี้ยจำได้มันเคยเป็นไร่มันสำปะหลัง แต่ตอนนี้เป็นไร่อ้อยแทน เตี้ยชวนพี่ชายคุยไปเรื่อย แต่ส่วนมากพี่ชายก็จะตอบมาแค่ ‘อืมๆ' และก็บอกซำ้ๆ อยู่นั่นแหละว่า ‘อย่าอยู่นานนะ ไฟรถไม่ค่อยดี พี่อยากกลับก่อนคำ่' เตี้ยก็ตอบไปส่งๆ ‘จ้าๆ' แต่ในใจก็คิดว่า อะไรวะ..นี่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ถ้ากลับก่อนคำ่ก็ 6 โมง แค่ 2 ชั่วโมงจะไปทำไม ยังไงก็ต้องมี 3 ทุ่มอย่างตำ่ล่ะ.. และก็จริงอย่างที่คิดไว้ค่ะ เตี้ยคุยกับเพื่อนๆ กับญาติๆ ยิ่งดื่มด้วยยิ่งติดลม ล่วงเลยไปจนเกือบ 4 ทุ่ม ซึ่งพี่ชายนี่ก็เร่งทุกๆ ครึ่งชั่วโมงว่า ‘กลับเถอะๆ' จนแกหยุดเร่งเพราะคงเบื่อ จนเริ่มจะดึก เตี้ยถึงได้ชวนพี่ชายกลับ

ขากลับกว่าเราสองพี่น้องจะออกจากหมู่บ้านของย่าก็ 4 ทุ่มเข้าไปแล้ว ย่ากับญาติๆ ก็ชวนนอนด้วย แต่เราสองพี่น้องไม่อยากนอน เพราะแค่กลับบ้านดึกแม่ก็คงบ่นหูชาแล้ว.. บอกก่อนเลยค่ะว่าแถวบ้านนอกนี่ เลย 2 ทุ่มไปแล้วจะเงียบมาก ยิ่ง 4 ทุ่มไม่ต้องพูดถึง เรานั่งรถกันมาเงียบๆ เงียบจนเตี้ยทนไม่ไหว สองข้างทางที่เป็นไร่อ้อยตอนกลางวันว่าน่ากลัวแล้ว ตอนกลางคืนนี่น่ากลัวยิ่งกว่า แถมเป็นถนนดินทราย ทำให้พี่ชายขับรถช้าอย่างกะเต่าคลาน บรรยากาศมันวังเวงมากจนต้องหาเรื่องคุยกับพี่ชาย ‘ไร่อ้อยเยอะขนาดนี้ หนูคงเยอะเนาะอ้าย..' พี่ชายก็ตอบมาคำเดียว ‘อืมมมม..' ‘แล้วอ้อยมันได้ราคาดีเหรอ ทำไมใครๆ ถึงเลิกปลูกมันสำปะหลังมาปลูกอ้อยแทน?' พี่ชายก็ตอบสั้นๆ เหมือนเดิมคือ ‘อืมมมมม..' ตอนนี้เตี้ยเริ่มโมโหพี่ชายละ ถามอะไรก็ตอบแค่ ‘อืมมมมๆ' นอกจากพี่ชายจะไม่คุยแล้ว ยังหน้านิ่ง สูดหายใจหนักๆ ฟืดดๆ อยู่หลายครั้ง จนเตี้ยชักจะหมดความอดทน เลยไม่คุยด้วย หันหน้าหนีมองออกไปทางหน้าต่าง กะว่าจะมองอะไรไปเรื่อยเปื่อย สองข้างทางค่อนมีแต่ต้นอ้อยสูงทึบ รกมาก แล้วสายตาเตี้ยก็ดันมองไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผมยาวถึงกลางหลัง ใส่เสื้อสีเขียวอ่อน นั่งยองๆ เอามือกอดเข่า ซบหน้าลงกับหัวเข่าอยู่ข้างทาง ที่เห็นเพราะแสงไฟหน้ารถสาดไปพอดี เตี้ยเลยเผลอร้อง ‘เฮ้ย!' ออกมาดังๆ หันมองตามจนรถแล่นผ่านไป เขาก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น เตี้ยหันไปหาพี่ชายกะจะบอกว่า ‘จอดให้เขาไปด้วยดีไหม? คงเป็นชาวบ้านแถวนี้มานั่งรอใครมารับหรือเปล่าเลยเผลอหลับ..' เตี้ยคิดในใจยังไม่ทันได้อ้าปากบอกพี่ชาย พี่ชายก็พูดออกมาก่อน ‘อย่าปาก!' (อย่าพูด ภาษาอีสาน) เตี้ยก็งง อะไรวะ ปกติพี่ชายเป็นคนมีนำ้ใจ ทำไมวันนี้ใจแคบจัง คิดแค่นั้นเตี้ยก็สะบัดหน้าหันไปทางหน้าต่างมองข้างนอกตามเดิม แต่สิ่งที่เตี้ยเห็นข้างหน้า คือผู้หญิงคนเดิม นั่งท่าเดิมอยู่ข้างทาง! เฮ้ย!? แล้วแกมานั่งตรงนี้อีกได้ยังไง?

ถนนดินทรายยามดึก


พอถึงตรงนี้เตี้ยขนลุกซู่เลยค่ะ คิดว่าไม่ใช่ละ หันหน้ามาทางพี่ชาย เห็นพี่ชายหน้าซีด ขบกรามแน่น ตาก็มองไปข้างหน้าเหมือนตั้งใจขับรถมากๆ จากนั้นพี่ชายก็พูดเบาๆ ว่า ‘อ้ายเห็นแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรต่อ..' พอจบคำพี่ชายแค่นั้นล่ะค่ะ กระบะหลังรถนี่วูบลงเหมือนมีของหนักๆ ตกใส่ เตี้ยนั่งตัวสั่นนำ้ตาไหลเลย รู้สึกเลยว่ารถมันหนักมาก เหมือนเวลาเราบรรทุกของหนักๆ เต็มกระบะหลังเลยล่ะค่ะ รถก็ช้าลงมาก ขนาดไม่ใช่คนขับยังรู้สึก เตี้ยนั่งหลับตาร้องไห้ ความรู้สึกตอนนั้นคือมันนานมาก กลัวจนจะฉี่ราด เสียงพี่ชายก็คอยพูดปลอบเบาๆ ‘อย่าร้องๆ ใกล้จะถึงบ้านแล้ว..' จากนั้นไม่นาน รถก็เหมือนเบาวืดขึ้นมาเลย เตี้ยลืมตาขึ้นดูถึงรู้ว่าจะเข้าเขตหมู่บ้านเตี้ยแล้ว มองทางพี่ชายเห็นแกหันมามองเตี้ยบ่อยๆ พร้อมกับบอก ‘ไม่มีอะไรแล้วๆ'

พอถึงบ้านเท่านั้นล่ะค่ะ เตี้ยเปิดประตูวิ่งไปหาแม่ทันที แม่ยังนั่งรออยู่กับพี่ชายคนโต และพี่สะใภ้ เตี้ยวิ่งไปกอดแม่เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว พี่ชายคนโตเดินไปหิ้งพระเอาฝ้ายมาให้แม่ผูกข้อมือเรียกขวัญให้เตี้ย ก่อนจะหันไปพูดกับพี่ชายคนรองว่า ‘พ้อติ?' (เจอเหรอ?) พี่ชายคนรองก็พยักหน้าบอก ‘จะเหลือเหรอ' ‘..แล้วเจอยังไง?' พี่สะใภ้ถาม เตี้ยเลยเล่าให้ฟัง ว่าเห็นผู้หญิงคนเดียวกันนั่งกอดเข่าอยู่ข้างทาง 2 ครั้ง แล้วอยู่ๆ รถก็วูบหนักๆ เหมือนบรรทุกของเป็นตันๆ พอเล่าจบก็ได้ยินพี่ชายคนรองร้องว่า ‘โอ้ยยย! แค่นั่งกอดเข่าข้างทาง 2 ครั้งแกยังร้องไห้ขนาดนี้ ถ้าเห็นเอาหน้าแนบกระจกตั้งแต่ออกจากหมู่บ้านย่า แถมยังแลบลิ้นเลียกระจกตลอดทางจนถึงทางเข้าหมู่บ้านเหมือนพี่ แกไม่หัวใจวายตายเลยเหรอ!!' จากนั้นพี่ชายคนโตก็เดินออกไปดูที่กระจกหน้าด้านคนขับ แล้วเดินกลับมาบอกเบาๆ ว่า ไอ้น้องกระจกรถแกเอี่ยมอ่องจริงๆ เลย! เตี้ยนี่ได้แต่นั่งงง อ้าปากค้าง ยังจะมาพูดเล่นกันอีก คนกลัวจนผมจะร่วงทั้งหัวอยู่แล้ว ยังไม่ทันจะถามอะไร พี่สะใภ้ก็เล่าให้ฟังว่า ‘เมื่อ 3 เดือนก่อน มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ พี่ผัน แกเป็นคนหมู่บ้านที่ย่าอยู่ แกออกไปดูไร่อ้อยของแก จากนั้นก็หายตัวไปเลย ชาวบ้านตามหากันอยู่หลายวันก็ไม่เจอ จนกระทั่ง 4 วันต่อมา ชาวบ้านที่ออกไปไร่ไปนาได้กลิ่นเหม็นเน่าออกมาจากไร่อ้อย จึงไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้ระดมคนออกมาช่วยกันค้นหาดู ถึงได้รู้ว่าแกถูกฆ่าข่มขืนหมกไร่อ้อย นั่นยังไม่น่าสลดใจเท่าแกท้องได้ 4 เดือนแล้ว คนร้ายยังทำร้ายแกได้ลงคอ จนเดี๋ยวนี้ยังจับคนร้ายไม่ได้เลย ตั้งแต่นั้นมาแกก็เฮี้ยนหลอกทุกคนที่ผ่านเส้นทางนั้นตอนคำ่มืด หมายถึงทุกคนจริงๆ เลยนะ ชาวบ้านแถวนั้นหลัง 6 โมงเย็นก็ไม่มีใครใช้เส้นทางนั้น ชาวไร่ชาวนาต่างรีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน..' ได้ฟังแบบนั้นแล้วก็น่าโมโห คือไม่มีใครบอกเตี้ยเลยสักคน ถ้าเตี้ยรู้ก่อน คงยอมโดนแม่ด่าแล้วนอนบ้านย่ายังดีกว่าโดนผีหลอก แต่คิดๆ ไปก็ยังถือว่าผีพี่ผันแกปราณีเตี้ยอยู่บ้าง มาแค่ก้มหน้ากอดเข่า ถ้าเจอแบบพี่ชายคนรอง เตี้ยคงได้หัวใจวายจริงๆ ค่ะ

ที่มา : thehouse.online

 

ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

กระทู้เด็ดน่าแชร์