วิญญาณอาฆาตข้ามภพข้ามชาติ


วิญญาณอาฆาตข้ามภพข้ามชาติ
โดย พ. สุธา
จากหนังสือ ตายแล้วไปไหน เล่มที่ ๔๑


ทุกสิ่งที่ลี้ลับเกิดขึ้นได้อย่างไม่มีเหตุผลที่จะพิสูจน์ได้ ยังมีอยู่ในโลกอีกมากมาย


เรื่องราวลี้ลับมหัศจรรย์ในโลกมนุษย์ มีมากมายยิ่งนัก ยากที่จะหยิบยกมาให้ผู้อ่านได้อ่านทั้งหมด แต่ก็เพียงเสี้ยวหนึ่งของบางเหตุการณ์ มาเปิดเผยสู่สายตาของท่านผู้อ่านทั้งหลาย ซึ่ง คุณ ท.เลียงพิบูลย์ ผู้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว ได้เหลือเพียงแค่ผลงาน และคุณความดีที่มีเจตนาจะให้ผู้อ่านละชั่ว ทำดี ดังเรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

เมื่อก่อนทุกครั้งที่ข้าพเจ้า (หมายถึง คุณ ท.เลียงพิบูลย์) ได้เรื่องเกี่ยวกับวิญญาณหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหาร จะเป็นด้วยมีผู้มาเล่าให้ฟังก็ดี หรือเป็นจดหมายฉบับบันทึกส่งมาก็ดี ข้าพเจ้าต้องใช้ความคิดอย่างหนัก เพื่อพิจารณาว่าควรจะเขียนขึ้นหรือไม่ เมื่อเขียนขึ้นแล้ว ผู้อ่านจะมีความรู้สึกอย่างไร บางท่านอาจพูดไปในทางอกุศล แม้ข้าพเจ้าเอง รู้อย่างเต็มอกว่า ทุกสิ่งที่ลี้ลับเกิดขึ้นได้อย่างไม่มีเหตุผลที่จะพิสูจน์ได้ ยังมีอยู่ในโลกอีกมากมาย

บางเรื่องยังมีผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง แล้วย้ำว่า ท่านได้ประสบด้วยตนเอง เมื่อได้ฟังจบแล้ว ข้าพเจ้าต้องใช้ความคิด แล้วตอบท่านได้อย่างเต็มปากว่า เรื่องนี้สำหรับผมเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัย แต่เรื่องเช่นนี้ต้องรอเอาไว้ก่อน ยังไม่ถึงเวลา แม้ในปัจจุบันนี้ วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าในทางวัตถุ แต่ก็ยังเข้าไม่ถึงสิ่งลี้ลับที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ในยุคนี้ เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์เจริญ ฉะนั้น มนุษย์เราจึงมุ่งหน้าหันไปเอาใจใส่ ตื่นเต้นหลงใหลในความเจริญทางวัตถุใหม่ ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด



ในโลกนี้ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เพื่อจะชี้ให้เห็น กรรม ของมนุษย์ที่ได้สร้างขึ้น


คนส่วนมากพากันคิดว่า ทุกอยางต้องมีเหตุผล โลกเราอยู่ด้วยเหตุผล และไม่เชื่อว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นลอย ๆ อย่างพิสูจน์ไม่ได้ แต่ข้าพเจ้ายังเชื่อแน่ว่า วันหนึ่งข้างหน้าคงจะมีผู้หันมาสนใจในเรื่องวิญญาณและสิ่งลี้ลับอภินิหารหรือตายแล้วเกิด เมื่อนั้นแหละ สิ่งลี้ลับอย่างนี้ คงจะค่อย ๆ คลี่คลายเผยความจริงออกมา แต่เวลานั้น เห็นจะเป็นอนาคตอันใกล้นี้

เรามาพิจารณาสิ่งลี้ลับมหัศจรรย์กันดูว่า ในโลกนี้ยังมีอะไรที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย เพื่อจะชี้ให้เห็น กรรม ของมนุษย์ที่ได้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะยุคอดีตชาติ หรือในยุคปัจจุบัน ย่อมจะเกิดผลเมื่อได้ติดตามมาทัน

และเพื่อจะชี้แจงให้เห็นว่า มนุษย์เมื่อตายแล้วเกิดนั้น เป็นสิ่งแน่นอน ไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่ให้สงสัย เราต้องได้กลับมาเกิดอีกแน่เพื่อใช้กรรม เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นก่อน พ.ศ.๒๕๐๐ เพียง ๓ ปี ในเตือนตุลาคม ใน จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเมืองที่เกิดวรรณคดีที่มีชื่อ นับแต่โบราณตลอดมา เป็นที่รู้จักของคนไทยทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ คือเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน



งานกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าเลไลยก์วรมหาวิหาร


ในครั้งนั้นมีกรมหนึ่งของกระทรวงที่ใหญ่โต ไม่แพ้กระทรวงทั้งหลาย ได้มีการทอดกฐินวัดหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นกฐินพระราชทาน และทอดที่วัดที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนั้น (เข้าใจว่า เป็นวัดป่าเลไลยก์วรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท อ.เล็ก พลูโต)

งานกฐินพระราชทานครั้งนั้น มีข้าราชการทั้งหญิงและชายในกรมนั้น นับแต่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตลอดจนชั้นผู้น้อย และยังมีชาวต่างประเทศที่สังกัดอยู่ในกระทรวงนี้ เดินทางไปร่วมทำบุญด้วย นับว่าเป็นงานกฐินครั้งใหญ่ที่เด่นในสุพรรณบุรีในปีนั้น



การแสดงได้ดีเด่นในคืนนั้น ก็ได้แก่ การแสดงลิเก โดยเฉพาะนางเอกนั้นสวยมาก


ก่อนวันทอดกฐินในคืนหนึ่ง ทางคณะกรรมการกฐินของกรมได้จัดงานการละเล่น ฉลององค์กฐิน ท่านรองอธิบดีให้ชื่อการแสดงว่า ว.ส.ม. บันเทิง เป็นการแสดงเบ็ดเตล็ดของข้าราชการหญิงชายร่วมกันสนุกสนาน มีประชาชนชาวบ้าน อุ้มลูกจูงหลานมาชมการแสดงมากมาย

การแสดงที่นับว่าแสดงได้ดีเด่นในคืนนั้น ก็ได้แก่ การแสดงลิเก ซึ่งเป็นที่ยกย่องชมเชยว่า แสดงได้ดีมาก ท่ามกลางสายตาของข้าราชการในกรม และญาติมิตรชาวพระนคร ที่ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย พร้อมทั้งชาวสุพรรณ ฯ เป็นจำนวนมากมาย พูดต่อ ๆ กันออกไปว่า ลิเกชุดนี้เขาเล่นดีจริง ๆ แสดงได้ถึงอกถึงใจ โดยเฉพาะนางเอกนั้นสวยมาก กิริยาวาจานิ่มนวลอ่อนหวาน ทั้งแสดงได้ดีเท่าหรือดีกว่าลิเกอาชีพบางคณะเสียอีก ทั้งที่เป็นลิเกบรรดาศักดิ์สมัครเล่น ร้องรำไม่เคอะเขิน



ทางคณะกรรมการทอดกฐินได้ให้เกียรติแก่นางเอก โดยให้เป็นผู้อุ้มไตรครององค์กฐินเดินแห่รอบโบสถ์


ต่างก็วิจารณ์กันตามความรู้สึกของตน และชาวชนบทที่ชอบดูลิเกอยู่เสมอ เลยเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวเมือง กล่าวขวัญถึงแต่เรื่องลิเก ส่วนการแสดงเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ แม้จะแสดงได้ดี ก็ไม่ค่อยสนใจกันมากนัก

รุ่งขึ้นเป็นวันทอดกฐิน ทางคณะกรรมการทอดกฐินได้ให้เกียรติแก่นางเอก ที่มีผู้ยกย่องกล่าวขวัญถึงว่า แสดงเป็นนางเอกลิเกได้ดีเยี่ยม โดยให้เป็นผู้อุ้มไตรครององค์กฐินเดินแห่รอบโบสถ์ แต่เมื่อขบวนยังเดินไม่ครบ ๓ รอบ หญิงสาวผู้นั้นก็รู้สึกมึนศีรษะและวิงเวียน อ่อนเพลียคล้ายจะเป็นลมเพราะเหน็ดเหนื่อย จึงรีบมอบไตรครององค์กฐินให้ผู้อื่นอุ้มแทน เพื่อแห่รอบโบสถ์ต่อไปให้ครบ ๓ รอบ ตามระเบียบ

ส่วนหญิงสาวผู้นั้นก็ออกมานั่งพักข้างนอก บริเวณใต้ต้นลำใยเพื่อพักให้หายความวิงเวียนคลื่นเหียน พวกเพื่อนที่ไปด้วยพากันคิดว่า อาจเป็นการกรำงานมากเกินไป ขาดการพักผ่อนนอนไม่พอ เพราะต้องแสดงเป็นตัวนางเอกลิเก และต้องนอนดึก เวลานอนน้อย จึงทำให้เหน็ดเหนื่อยง่ายเป็นธรรมดา



มื่อหญิงสาวรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา กิริยาท่าทางก็เปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิม


เมื่อหญิงสาวเข้าไปพักผ่อนใต้ต้นลำใย ทันใดนั้นก็ร้องกรี๊ดดังลั่นสุดเสียง คล้ายกับตกใจกลัวอย่างหนัก และฟุบสลบลงที่ตรงนั้น พวกเพื่อนร่วมงานและที่ไปด้วยพากันตกใจ ต่างเข้าไปช่วยกันแก้ไขตามมีตามเกิด

แต่แล้วเมื่อหญิงสาวรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา กิริยาท่าทางก็เปลี่ยนแปลงจากสภาพเดิม กลับแสดงกิริยาดุร้ายขึงขังทันที มีกำลังแรงเกินมนุษย์ธรรมดา ซึ่งผิดกับหญิงสาวเอวบางร่างน้อย ท่ามกลางผู้คนที่มาชุมนุมในงานมากมาย หญิงสาวได้แสดงกิริยาท่าทางอาละวาด มีข้าราชการชายเข้าไปช่วยจับ เพื่อให้อยู่ในความสงบ ไม่ให้แสดงกิริยาอาละวาด เพราะในเวลานั้น เป็นเวลางานบุญ แต่ก็ไม่สามารถจะทานแรงได้ ต้องช่วยกันจับหลายคนเพื่อให้อยู่ในอาการสงบ ไม่ให้ดิ้นรนแสดงกิริยาดุร้ายฮึดฮัด เพราะพิธีทอดกฐินยังไม่ได้เริ่มทอด และผู้คนต่างตกตะลึง หันมาสนใจกับหญิงสาวผู้นี้



ด้วยความแค้น เพราะความอาฆาตมาแต่ชาติปางก่อน


ทันใดนั้นเอง เสียงห้าว ๆ ก็พูดออกจากปากของหญิงสาว เป็นเสียงคำรามอย่างน่ากลัวว่า

ข้าคอยเอ็งมานานตั้ง ๓๗ ปี แล้ว เพิ่งจะได้มีโอกาสวันนี้ ข้าจะได้แก้แค้นกินเลือดเอ็งให้ได้ ข้าแค้นใจนัก

และก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้นในคนเดียวกันว่า อย่าตามมาจองเวรจองกรรมเลย ไปสู่ที่ชอบเถิด

แล้วก็มีเสียงผู้ชายห้าว ๆ กัดฟันอย่างโกรธแค้น พร้อมกับพูดขึ้นว่า เอ็งทำกับข้า เอ็งไม่คิดเลย ขาดความเมตตาสงสาร ทำให้ข้ายังไม่ได้ไปผุดไปเกิด เพราะยังไม่ได้แก้แค้น กินเลือดของเอ็ง

แล้วเสียงผู้หญิงก็พูดอย่างเสียงสั่นเพราะความกลัว พูดว่า อย่าเอาชีวิตฉันเลย ฉันกลัวแล้ว อโหสิกรรมให้ฉันเถิด ฉันกลัวแล้ว

เสียงผู้หญิงอ้อนวอนสะอื้นไห้ต่อไปว่า อโหสิกรรมให้ฉันเถิด ฉันกลัวแล้ว เสียงผู้ชายพูดอย่างดุดันว่า ไม่ได้ ข้าไม่ยอมอโหสิกรรมให้แก่เอ็งเป็นอันขาด ถึงเวลาของข้าแล้ว

ทันใดนั้น มีข้าราชการผู้ใหญ่หลายท่านได้เข้าไปพูดขอร้องกับวิญญาณที่แฝงในร่างของหญิงสาวว่า เจ้าเป็นใคร ทำไมจึงมาแฝงร่างของผู้ที่กำลังจะสร้างบุญสร้างกุศล งานทอดกฐินครั้งนี้

เสียงผู้ชายในร่างหญิงสาวก็พูดขึ้นว่า

ข้ามีความแค้น เพราะความอาฆาตผู้หญิงคนนี้มาแต่ชาติก่อน ผู้หญิงคนนี้ เมื่อชาติก่อน มันเกิดเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินเงินทองไร่นาสาโทมากมาย เป็นคนมีอิทธิพลมาก ข้าทำผิดหนีมาถึงวัดนี้ แต่มันได้ให้คนติดตามมาตัดแขนของข้าทั้งสองข้างแค่ข้อศอก ทำให้ข้าแค้นใจ ก่อนข้าจะตาย จึงอธิษฐานว่า ข้าจะขอแก้แค้นดื่มเลิอดให้สมกับความแค้นให้จงได้

แต่แล้วเสียงผู้หญิงก็พูดขึ้นว่า ไม่จริง ฉันไม่ได้สั่งไปฆ่าไปแกงตัดตีนตัดมือ ฉันสั่งให้ไปจับตัวพามา อย่าให้หนีไป เพราะแกเป็นบ่าว มีความผิด

เสียงวิญญาณนั้นหัวเราะก้อง แล้วคำรามออกมาอย่างน่ากลัวว่า

ถ้าเอ็งไม่สั่ง อ้ายพวกไพร่ขี้ข้ามันจะมาทำข้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ ถึงกับตัดแขนทั้งสองข้าง เอ็งอย่ามาแก้ตัว ถึงอย่างไรเอ็งก็ไม่พ้นเงื้อมมือข้าไปได้ ถึงเอ็งจะสั่งหรือไม่สั่ง เอ็งเป็นนาย อ้ายพวกนั้นเป็นบ่าวและเป็นขี้ข้า เอ็งก็ต้องรับผิดชอบวันยังค่ำ บัดนี้เอ็งจนมุมแล้วซิ ถึงพยายามแก้ตัว อย่าหวังว่าจะมีใครมาช่วยเอ็งให้พ้นเงื้อมมือข้าได้



ผู้คนที่มางานต่างพากันมามุงดู


พูดแล้ววิญญาณก็หัวเราะอย่างแค้น ๆ แม้จะมีข้าราชการผู้ใหญ่ได้ร้องขอให้พักการแก้แค้นไว้ก่อน ขอเวลาให้หญิงสาวได้มีโอกาสสร้างความดี ทอดกฐินให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน ค่อยมาเจรจาใหม่ วิญญาณขายผู้แรงด้วยความพยาบาทอาฆาตก็ไม่ยอม แม้จะพูดจาอย่างไรก็ไม่เกิดผล และไม่ยอมออกจากร่างหญิงสาวที่วิญญาณของตนแฝงอยู่

เสียงโจษจันจากหมู่ชาวบ้านที่มาอนุโมทนา และมาดูงานกฐินวันนั้นมากมาย ต่างก็โจษกันต่อ ๆ ไปว่า ผู้หญิงสวยที่แสดงเป็นนางเอกลิเกเล่นเก่งเมื่อคืนนี้ ได้ถูกผีเข้าเสียแล้ว เวลานี้อาละวาดอยู่ใต้ต้นลำใย พวกที่มาด้วยกันหมดปัญญา กำลังจะเที่ยหาคนที่มีวิชาหรือพวกหมอผีมาจัดการ พวกที่ขวัญอ่อนเมื่อได้ยินว่าผีเข้าก็กลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ ถอยห่างออกไปเพราะเป็นคนกลัวผีอยู่แล้ว

ส่วนพวกที่มีจิตใจเข้มแข็งกล้าหาญ ก็อยากรู้อยากเห็น และพวกที่ไม่เชื่อเรื่องผีสาง และคิดว่าผีไม่มีในโลก ก็ไปคอยจับผิดคิดว่าคงจะแกล้งทำ จึงเข้าไปมุงดูคอยซักถามร่างของหญิงสาว ต่างก็มีความเห็นแตกต่างกันเป้นธรรมดา



เรื่องโจษขานนี้ได้ยินถึงท่านเจ้าอาวาส


เรื่องโจษขานนี้ได้ยินถึงท่านเจ้าอาวาสซึ่งกำลังครองผ้า จะเข้าโบสถ์รับผ้ากฐิน ท่านจึงรีบตรงไปที่ใต้ต้นลำใยข้างโบสถ์ เมื่อท่านเดินลงมาจากกุฏิ ก็มีโยมมานมัสการท่าน และขอร้องให้ท่านช่วยปราบ ช่วยขับวิญญาณร้ายที่สิงในร่างของหญิงสาว ท่านสมภารหัวเราะ พลางพูดว่า

อาตมาเป็นสงฆ์ ไม่มีคาถาอาคมที่จะปราบผี ไล่ผี มีแต่ธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาจะลองขอร้องดู จะได้ผลเพียงไรก็ไม่แน่ใจ



เมื่อท่านเป็นผู้ทรงศีลขอบิณฑบาตยืดเวลาออกไป ผมก็จะให้ แต่ไม่อโหสิกรรม


เมื่อท่านเดินมาใกล้ต้นลำใย พวกห้อมล้อมหญิงสาวที่ถูกวิญญาณแฝงร่าง เห็นท่านสมภารมาต่างก็ดีใจ พากันก้มลงนมัสการ แล้วต่างก็หลีกทางให้ท่านได้เข้าไปใกล้ พอที่จะโต้ตอบกับร่างของหญิงสาว สิ่งที่แปลก คือ ร่างที่วิญญาณเข้าแฝงนั้น ก้มลงกราบท่านสมภารด้วยความเคารพ แล้วถามว่า

ท่านเป็นขีบานาสงฆ์ จะมาจับผมถ่วงน้ำหรือ

ท่านสมภารยิ้มอย่างใจดีแล้วพูดว่า

อาตมาเป็นสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีจิตใจเหี้ยมโหดดุร้าย ที่จะไปเที่ยวจับวิญญาณใดถ่วงน้ำหรอก อาตมามีศีล ทำเช่นนั้นไม่ได้ มีแต่ความเมตตา อยากให้สัตว์โลกทั้งหลายอยู่ด้วยความสงบสุข

เสียงวิญญาณในร่างหญิงสาวหัวเราะแล้วก็พูดอีกว่า

ผมเคารพนับถือท่านหลวงพ่อ แต่จะให้ผมอโหสิกรรมผู้หญิงคนนี้ ผมยอมไม่ได้ ผมได้พยายามเฝ้ารอคอยมาช้านานแล้ว จะต้องขอดื่มเลือดของเขาให้ได้ จึงจะหายแค้น ขอหลวงพ่ออย่าได้มายุ่ง ขออะไรจากผมในเรื่องผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นอันขาด เพราะผู้หญิงคนนี้ ทำให้ผมแค้นพยาบาท เกินที่ผมจะอโหสิกรรมให้

เมื่อได้ยินวิญญาณในร่างสาวสวยพูดเช่นนั้น ท่านสมภารก็มิได้โกรธ พูดอย่างผู้มีเมตตาจิต มิได้ใช้อำนาจข่มขู่ แล้วพูดว่า

อาตมาเป็นสงฆ์ และปกครองวัดนี้ ก็อยากให้ทุกคนที่ตั้งใจมาทอดกฐินครั้งนี้อยู่เย็นเป็นสุข บัดนี้ ชาวพระนครเขาจะมาทอดกฐินที่วัดอาตมาปกครอง แต่เกิดวิญญาณอาละวาดอาฆาตจองเวรขึ้น ซึ่งเป็นเวลาทีกำลังมีผู้มาประชุมกันหนาแน่น เพื่อจะสร้างความดีเป็นมหากุศล อาตมาอยากจะขอร้องให้พักการอาฆาตไว้ชั่วคราวก่อน เพื่อให้สีกาผู้นี้ได้ทำบุญสร้างกุศลเสียก่อน ภายหลังจะตกลงกันอย่างไร ขอให้หลังงานกฐินเสร็จเรียบร้อย อาตมาขอเพียงแค่นี้ หวังว่าคงจะเห็นแก่อาตมาบ้าง อาตมาขอบิณฑบาตชั่วระยะที่ทอดกฐินให้เสร็จแล้ว ให้ชาวกรุงเทพ ฯ กลับเท่านั้น อาตมาขอบิณฑบาตแค่นี้

วิญญาณที่แฝงอยู่ในร่างของหญิงสาวนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็พูดเสียงห้าว ๆ ขึ้นว่า

เมื่อท่านเป็นผู้ทรงศีลขอบิณฑบาตยืดเวลาออกไป ผมก็จะให้ แต่จะให้อโหสิกรรมนั้น ผมให้ไม่ได้ มันจะต้องจองเวรกันต่อไปอีกกี่ชาติผมก็ยอม เพราะผมมีความแค้นเกินที่จะนึกอะไรอีก แต่ถ้าหากท่านจะปฏิบัติตามที่ผมต้องการ โดยเอาเลือดผู้หญิงคนนี้ทาใบลำใยสามใบ แล้วเหน็บไว้ที่คบไม้บนต้นลำใยนี้

ท่านสมภารสงสัย จึงถามวิญญาณในร่างหญิงสาวว่า

ทำไม จะต้องให้อาตมาทำเช่นนั้นล่ะ ทางอื่นไม่มีหรือ อาตมาเป็นสงฆ์ เพียงแต่จะขอร้องให้ออกจากร่างของสีกาเท่านั้นก็ได้นี่นา

เสียงวิญญาณพูดว่า ถ้าท่านไม่จัดการตามข้อเรียกร้องของผมก็จนใจ ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้อีก

ท่านสมภาคนั่งนึกครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า ถ้าการขอไม่เป็นอันตรายต่อสีกาผู้น่าสงสารนี้แล้ว อาตมาจะบอกเขาให้จัดการให้

เสียงวิญญาณพูดอย่างสบายใจว่า ถ้าท่านให้เขาทำตามผมได้ ขอสัญญาว่าผมจะออกจากร่าง และขอบอกให้ทราบว่า หญิงผู้นี้ที่เหนือเข่าซ้าย จะมีปานขาวเป็นรูปหัวใจ ถ้าได้เอาเข็มแทงลงกลางใจปานขาวรูปหัวใจ แล้วเอาเลือดทาที่ใบลำใย ๓ ใบ ตามที่ผมต้องการ แล้วผมจะออก แต่ผมไม่ยอมอโหสิกรรมให้



วิญญาณที่แฝงอยู่ในร่างของหญิงสาวก็ออกไปตามสัญญา


เมื่อได้ยินเสียงวิญญาณโต้ตอบกับท่านสมภารแล้ว รู้สึกวิญญาณที่ดุร้ายค่อยสงบลง และสุภาพมากขึ้น ไม่ดุดันเหมือนแรก ๆ ที่พูดโต้ตอบกับฆราวาส ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นค่อยสบายใจขึ้น พวกข้าราชการผู้หญิงก็รีบจัดการตามที่วิญญาณต้องการ คือเลิกผ้าเหนือเข่าซ้าย ก็มองเห็นปานขาวอย่างที่ว่า และได้จัดการตามที่วิญญาณบอกทุกประการ

วิญญาณที่แฝงอยู่ในร่างของหญิงสาวก็ออกไปตามสัญญา ทำให้หญิงสาว กลับฟื้นคืนความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองอย่างเดิม และตัวเองรู้สึกว่า วิญญาณในชาติก่อนตามพยาบาท ก็ไม่มีความสบายใจ เมื่อเข้าไปในโบสถ์ถวายผ้าองค์กฐินร่วมกับเพื่อนข้าราชการที่มาพร้อมกัน ก็ตั้งจิตแน่วแน่เพื่ออธิษฐานอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณอาฆาตผู้นั้น เพื่อไถ่ความผิดในครั้งอดีตชาติ



สมภาคให้ข้อคิดเตือนก่อนที่หญิงสาวผู้นั้นจะจากลากลับบ้าน


เมื่อการทอดกฐินได้สุดสิ้นแล้ว พวกข้าราชการทั้งหลายก็กลับพระนครร่วมกัน ด้วยจิตใจเศร้าหมอง เพราะต่างก็สงสารหญิงสาวที่ตกอยู่ในอำนาจพยาบาทของวิญญาณชั่วร้าย ก่อนกลับ สมภาคให้ข้อคิดเตือนใจว่า

จงสร้างความดีเพื่อชนะความชั่ว จะได้สิ้นสุดการจองเวร




หญิงสาวมุ่งมั่นทำบุญให้ทานสร้างความดี เพื่อจะอุทิศส่วนกุศล กรวดน้ำไปให้ทุกครั้ง


เมื่อสุภาพสตรีสาวสวยกลับมาถึงบ้านในพระนครเรียบร้อยแล้ว ก็รู้ตัวว่าวิญญาณอาฆาตได้ติดตามมาอยู่ในเขตบ้านตลอดเวลา บางครั้งเวลาดึกดื่นค่ำคืน จะได้ยินเสียงสุนัขพากันเห่าหอนอย่างโหยหวน เยือกเย็น น่าขนลุกขนพองอยู่เสมอมิได้เว้น บางครั้งพวกสุนัขก็พากันเห่าหอนเวลากลางวัน เป็นเสียงโหยหวนที่ชาวบ้านไม่อยากได้ยิน

ภายในบ้าน เหมือนจะปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความลี้ลับ บางครั้งจะเห็นภาพชายแขนด้วนเดินอยู่ในบริเวณบ้าน ทำให้ผู้รู้เรื่องและเคยเห็นเมื่อครั้งทอดกฐินที่วัดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต่างก็รู้สึกขนพองสยองเกล้า และหญิงสายแม้จะมีความหวาดกลัวเพียงใด แต่ก็ต้องพยายามทำตัวทำใจให้กล้า ชินต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหลบหนีวิญญาณที่อาฆาตร้ายให้พ้นไปได้ แต่ก็พยายามทำบุญให้ทานสร้างความดี เพื่อจะอุทิศส่วนกุศล กรวดน้ำไปให้ทุกครั้ง เป็นทางเดียวที่จะให้วิญญาณคลายความพยาบาทลงได้



หญิงสาวคิดจะเอาความดี ชนะวิญญาณพยาบาทให้สุดสิ้นเวร สิ้นกรรม สุดสิ้นความพยาบาทต่อไป


แม้ระยะหลังนี้วิญญาณอาฆาต จะมิได้แสดงกิริยาดุร้ายเหมือนเมื่อแรก ๆ ที่แฝงอยู่ในตนก็ดี แต่หญิงสาวรู้สึกว่ามีสิ่งลี้ลับเป็นเงาที่คอยติดตามตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้หวาดกลัวและทรมานทางประสาท และจิตใจคอยผวาอยู่เสมอ แต่ก็คิดว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงไม่พ้นวิญญาณอาฆาตติดตามไปได้ นึกว่าจะเชิญผู้มีอาคมขลังมาขับไล่ หรือจับใส่หม้อถ่วงน้ำ ก็จะเป็นเวรกรรมต่อไปไม่สิ้นสุด หญิงสาวคิดจะเอาความดี ชนะวิญญาณพยาบาทให้สุดสิ้นเวร สิ้นกรรม สุดสิ้นความพยาบาทต่อไป

คิดว่ามีทางเดียวเท่านั้นคือ สร้างบุญกุศล ทำความดีทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เช่น ทำสังฆทาน บวชคนให้เป็นพระ สร้างกุศลอื่น ๆ และให้ทาน แล้วอุทิศกุศล และกรวดน้ำแผ่เมตตาไปให้ มิได้คิดโกรธแค้น ตอบแทนวิญญาณอาฆาตด้วยความมุ่งทำลาย แม้จะมีอาจารย์ผู้มีวิชาอาคมขลัง ขออาสาทำลายล้างวิญญาณอาฆาต หญิงสาวก็ไม่ยอมให้ทำ คิดว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ดังที่ท่านสมภารเตือนไว้ ตั้งหน้าทำความดีชนะความชั่ว จงสร้างแต่กุศล เพื่อจะให้หลุดพ้นกรรมอันนี้ตลอดเวลา



ชายหนุ่มที่ตามจองเวรได้มาบอกลา


ต่อมาคืนหนึ่ง หญิงสาวได้ฝันเมื่อจวนรุ่งแจ้งฟ้าสางว่า ชายแขนด้วนได้เดินเข้ามาหาหญิงสาวซึ่งนอนอยู่บนเตียง แต่คราวนี้ชายแขนด้วน มิได้แสดงกิริยาดุร้ายเหมือนอย่างคราวที่เคยเห็นที่แล้ว ๆ มา แต่กลับแสดงกิริยายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง แล้วพูดว่า

เอาล่ะ คราวนี้ฉันเชื่อแล้วว่า เธอไม่ได้จงใจสั่งพวกบ่าวไพร่มาทำร้ายตัดแขนฉัน นับแต่ฉันได้กินเลือดจากใบลำใยแล้ว คำอธิษฐานจองร้ายฉันก็สุดสิ้นลง และทั้งเธอก็อดทนใจเย็น พยายามสร้างกุศลอุทิศให้ฉันมากมายแล้ว บัดนี้ แขนฉันได้ต่อติดอย่างเดิมแล้ว นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เราสิ้นเวรหมดกรรมกันแล้ว ฉันขอขอบใจที่เธออดทนทำความดีชนะได้ ต่อไปนี้ขอให้เธอจงมีความสุข แขนฉันก็ติดต่อกันไปแล้ว ฉันจะมาขอลาเธอไปล่ะ เพื่อจะได้ไปผุดไปเกิดในโลกมนุษย์ต่อไป



ภายในบ้านเข้าสู่ความเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวิญญาณพยาบาท ไป


แต่แล้วหญิงสาวก็มองเห็นแขนทั้งสองข้างของชายผู้นั้น เกิดงอกขึ้นเป็นมือธรรมดาปกติอย่างน่าประหลาดอัศจรรย์ ทันใดนั้น ภาพชายผู้นั้นก็โปร่งแสงหายไปต่อหน้าทันที

เมื่อหญิงสาวตื่นขึ้นแต่เช้า เป็นวันแรกที่มีจิตใจผ่องใสสดชื่นกว่าทุกวัน เพราะรู้แน่ใจว่า ได้หลุดพ้นจากวิญญาณพยาบาทของชายแขนด้วน เพราะได้อโหสิกรรม ไม่ก่อเวรจองกรรมกันต่อไป

ภายในบ้านเข้าสู่ความเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่ต้องคอยหวาดกลัววิญญาณพยาบาท ซึ่งเป็นสิ่งลี้ลับมองไม่เห็นด้วยสายตามนุษย์อีกต่อไป นับแต่เริ่มสร้างความดีด้วยอำนาจกุศลกรรม และทานเป็นบารมี ที่หญิงสาวได้บำเพ็ญความดีตลอดมา ได้ทำให้ความแค้น ความพยาบาท ความอาฆาต ของวิญญาณชายแขนด้วน ได้ค่อยลดน้อยถอยและเบาบางลง

ทุกครั้งที่หญิงสาวได้แผ่ส่วนกุศล และเมตตาจิตไปให้ด้วยอำนาจของความดี มีศีลธรรม แผ่ไปถึงวิญญาณอาฆาตทุกคืนทุกวัน ที่สุด ความดีก็ชนะความพยาบาทอาฆาต และก็จบลงด้วยการอโหสิกรรม เหตุการณ์ร้ายก็กลายเป็นดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย



ข่าวดาราบน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

กระทู้เด็ดน่าแชร์