โดนผีขี่คอ ตอนสึกจากวัด


โดนผีขี่คอ ตอนสึกจากวัด


ช่วงวันที่ 27-30 เราไปบวชแบบไม่ปลงผมที่วัดสังฆทาน ตรงสะพานพระรามห้า


ก่อนหน้านั้นเราเคยไปบวชที่นี่แล้วครั้งหนึ่งกับเพื่อน และได้ยินเสียงหัวเราะของเด็ก ตอนนั้นไม่คิดว่าเป็นเสียงของสิ่งที่อยู่ในวัด แต่น่าจะเป็นเสียงของเด็กที่เรารู้จักมากกว่า เขาตามมาที่วัดด้วย ก็เลยคิดว่าจะแผ่เมตตาให้น้องคนนั้น มาครั้งนี้ เราไปบวชคนเดียว และในคืนวันที่ 29 เป็นคืนวันเสาร์ จะมีการสวดมนตร์ทำวัตรเย็นถึงสี่ทุ่ม ก่อนทำวัตรเย็นได้ฟังป้าคนหนึ่งที่เขาชอบบวชที่วัดนี้ เขาเล่าว่ามักจะมีคนได้ยินเสียงเด็กหัวเราะหรือร้องไห้บ่อยๆ ป้าบอกว่าเป็นเสียงของสิ่งที่อยู่ในวัดนี้มานานแล้ว งั้นเสียงที่เราได้ยินครั้งที่แล้วก็ไม่ใช่เสียงเด็กที่เรารู้จักอ่ะดิ งั้นก็แผ่เมตตาให้ผิดคนแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร


เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จตอนสี่ทุ่ม จากนั้นใครจะอยู่เพื่อฟังเทศน์ต่อถึงตีสามก็ได้


เราและเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันก็นั่งฟังต่อถึงตีสาม ก็ไปอาบน้ำเพื่อเตรียมทำวัตรเช้าตอนตีสี่ ใกล้วันสิ้นปีคนจะบวชเยอะมากๆ ดังนั้นคิวห้องอาบน้ำจะยาว เราได้เข้าอาบน้ำแล้วก็ต้องรีบอาบเพราะเกรงใจคนข้างหลัง ก็อาบน้ำล้างตัวแล้วกะว่าออกไปแปรงฟันล้างหน้าข้างนอกจะได้เร็วหน่อย วางถุงเครื่องอาบน้ำและครีมทาผิวไว้ที่ชั้นวางของเหนือชักโครก แล้วจู่ๆ ถุงก็ล้มลงมาใส่ชักโครก หมดกันทั้งเครื่องอาบน้ำทั้งครีม ยังไม่ได้แปรงฟันและล้างหน้าเลย ยอมรับว่าโมโหนิดหน่อย ว่าโดนแกล้งจากสิ่งนั้นหรือป่าว ก็เลยอธิฐานถึงสิ่งนั้นในใจว่า "ถ้าเธอเป็นคนแกล้งทำของๆเราให้ตกนะ เราขออโหสิกรรมให้ แต่ถ้าของตกลงคอห่านเอง โดยที่เธอไม่ได้ทำ เราก็ขอโทษด้วยนะ และจะแผ่เมตตาไปให้"


จากนั้นก็ไปทำวัตรเช้าตอนตีสี่ ยอมรับว่าง่วงมากๆ กาแฟเมื่อตอนเที่ยงคืนก็หมดฤทธิ์แล้ว


เราถือศีลแปดดังนั้นก่อนฟ้าสางห้ามดื่มพวกเนสกาแฟกระป๋อง แต่ดื่มกาแฟที่ทางวัดชงได้ ก็เลยสวดมนตร์แบบฝืนเอา มั่วไปบ้างหลับบ้าง แต่ก็พยายามไม่หลับเพื่อทำวัตรเช้าให้เสร็จ เพราะจะสึกตอนเช้าวันที่ 30 นี้แล้ว หลังสวดมนตร์จะนั่งสมาธิหนึ่งชั่วโมง เราก็สัปหงก หัวทิ่มทีก็ตื่นที พระคุณเจ้าท่านคงเห็นก็พยายามเทศน์สอนเรื่องความอดทนการสู้กับความง่วงนอน ช่วงยี่สิบนาทีสุดท้ายทนไม่ไหวแล้วนั่งขัดสมาธิเอาศอกเท้าไว้ที่เข่าตัวเอง แล้วเอาหน้าเกยที่ฝ่ามือ แล้วก็งีบหลับไป เมื่อออกจากสมาธิก็จะแผ่เมตตา นั่นแหละถึงตื่นขึ้นมาแผ่เมตตาให้กับสิ่งนั้น หลังทำวัตรเช้าก็สึกตอนตีห้าครึ่งและรับศีลห้าแทนศีลแปด เก็บของออกจากวัดตอนเจ็ดโมงเช้า ไปช่วยเพื่อนทำงานที่มหาลัย ระหว่างนั้นเราก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวัดว่าเจอคนประเภทไหนบ้าง ทำอะไรบ้าง รู้สึกยังไง มีทั้งเรื่องดีและเรื่องแย่ๆของคนในนั้น


ยอมรับว่าวันนั้นเมื่อสึกออกมาแล้วเราไม่สำรวม ไม่เก็บอาการ ประมาณว่าออกจากวัดแล้วจะทำยังไงก็ได้


มีการผิดศีลข้อสี่ด้วยทั้งพูดหยาบคาย พูดถึงผู้อื่นในแง่ไม่ดี ตอนนั้นก็คิดว่าพูดกับเพื่อนแค่คนเดียวไม่เป็นไรหรอก เพราะอัดอั้นมากเวลาเจอคนไม่ดี หรือต้องอยู่ร่วมกับคนพาล จนประมาณบ่ายโมงก็ชวนกันขับรถออกไปดูร้านอาหารสำหรับวันสิ้นปี ตอนนั้นเล่าเรื่องมาจนถึงของตกในห้องน้ำพอดี พอพูดถึงปุป โอ๊ววววววววแม่เจ้า หลังหัว หลังคอ บ่าต้นแขน หลังช่วงสะบัก และอกช่วงใต้ไหปลาร้า ขนลุกเกรียวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และบ่าค่อยๆหนักขึ้น และแรงไม่ค่อยมี ในใจคิดว่าซวยแล้ว โดนแน่ๆ


เลยบอกเพื่อนว่าเรากำลังโดนแน่ๆ อาการงี้น่าจะมา "ขี่คอ" มีพระไหม


เพื่อนก็เอาพระเหรียญมาให้ เราเอาแนบอก อาการดีขึ้น พอเอาเหรียญออก อาการก็แย่ลง เพื่อนก็พยายามหาวัดที่ใกล้ที่สุดให้ แต่ไม่มีที่จอดรถ เราเสนอให้ไปวัดสังฆทาน เพื่อนก็รีบขับไปให้ น่ารักมากเลย ตอนที่เกือบถึงวัด เราก็อธิฐานว่า อืมใกล้ถึงวัดแล้วน่า ตอนนี้เรารู้สึกแย่มากๆ ถ้าไปถึงวัดแล้วจะสวดมนตร์ทำวัตรอีกรอบและจะนั่งสมาธิให้ 1 ชั่วโมงจะแผ่เมตตาให้ด้วย อย่ามาขี่คอกันแบบนี้ได้ไหม จากนั้นไม่กี่นาทีเราก็โดนสิ่งนั้นกดตา ลืมตาไม่ขึ้น และวูบไปสองครั้งแต่บังเอิญว่าท้าวแขนไว้กับประตู เวลาวูบแขนจะตกมาฟาดกับประตูทำให้ตื่น ตอนนั้นคิดจริงๆว่าถ้าวูบไปอาจจะมีใครมาเข้าร่าง แล้วเพื่อนเราจะเอาเราอยู่ไหมอ่ะ


และแล้วก็ถึงวัดสังฆทาน เริ่มด้วยการซื้อเนสกาแฟสองกระป๋องดื่ม และเข้าไปที่อุโบสถแก้วเพื่อสวดมนตร์ทำวัตร


ตอนสวดอยู่เขาก็ยังขี่อยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนั่งสมาธิ ไม่รู้ว่าอาการดีขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อนั่งสมาธิและเดินจงกรมเสร็จอาการต่างๆก็เกือบจะหายไปหมดจึงแผ่เมตตาและทำบุญซื้อบัวทองของวัดถวายวัด จากนั้นก็กรวดน้ำให้เขา แล้วเพื่อนก็ชวนไปดูหนัง ก็ไปแต่สำรวมมากๆ ไม่กล้าห้าวอีกเลย เพราะยังรู้สึกว่า เขายังขี่อยู่ แต่บางเบามากๆ ไม่กล้าบอกเพื่อน กลับถึงบ้าน นอนหลับ ตื่นขึ้นมาอีกวันก็รู้สึกปรกติ


คิดว่าที่เขามาขี่เพราะ


-หลังสึก รับศีลห้ามาแทนศีลแปด กลับพูดถึงคนอื่นและสิ่งนั้นแบบไม่ดี(ทั้งๆที่คิดว่าแค่เป็นการบอกเล่าเท่านั้น) เพราะคิดว่าพูดไปก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครอยู่ดี + พูดไม่เก็บอาการ พูดเอาคะนองปาก ก็คิดว่าไม่ได้อยู่ในวัดแล้วคงไม่เป็นไร นั้นแหละถึงผิดศีลข้อสี่ที่รับมา

-ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา เราเข้าใจผิดทำให้แผ่เมตตาให้ผิดคน เขาจึงไม่ได้รับบุญที่แผ่ให้ ทั้งๆที่เราสัญญาว่าจะให้เขา

-ตอนทำวัตรเช้า ทำแบบไม่ตั้งใจ และไม่อดทนต่อความง่วง จึงเหมือนทำแบบส่งๆให้เสร็จไปเท่านั้น


เฮ้อ............................ โดนอีกแล้วเรา


แหล่งที่มาจากบล็อคแก๊งดอทคอม


เครดิต :

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์