
วิญญาณ อยู่ที่นี่!?

"ยศวดี" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากบ้านสวน นนทบุรี
ดิฉันเคยได้ยินพวกผู้ใหญ่เล่าเรื่องผีให้ฟังบ่อยๆ ที่จำได้แม่นก็คือเรื่องวิญญาณมักจะสิงสู่อยู่บริเวณที่ตาย
ไม่ว่าจะเจ็บป่วยตายตามธรรมชาติ หรือโดนฆ่าตายบ้าง ฆ่าตัวตายบ้าง ตายเพราะอุบัติเหตุบ้าง
ประเภทหลังๆ ที่เรียกว่าผีตายโหง
วิญญาณจะแรงมาก ชอบปรากฏร่างให้คนเห็นบ่อยๆ เพื่อขอส่วนบุญ แต่คนเห็นแล้วล้วนแต่หวาดกลัวกันทั้งนั้นแหละค่ะ
คนที่จะไปซื้อบ้านหรือเช่าบ้าน ถ้ารู้ว่ามีคนฆ่าตัวตายหรือโดนฆ่าตายก็มักจะไม่กล้า นอกจากจะไม่รู้จริงๆ เพราะไม่อยากอกสั่นขวัญแขวนโดยใช้เหตุ
อย่างน้อยก็อยู่ด้วยความไม่สบายใจ
ทั้งกลัวผีหลอก กับเชื่อว่าเป็นอัปมงคล ขนาดเจ้าของบ้านเองยังไม่กล้าอยู่ เราถึงได้ข่าวเรื่องบ้านร้างผีดุอยู่บ่อยๆ
บ้านเดิมดิฉันอยู่ที่บางใหญ่ นนทบุรี ได้ยินว่ามีคนโดนรถยนต์ชนตายแถวปากซอย ไม่ช้าก็มีคนเห็นวิญญาณเขาเดินวนเวียนอยู่ที่เดิม
หลายๆ คนยืนยันว่าไม่ได้ตาฝาด
นอกจากจะจำหน้าได้แล้วเห็นเลือดแดงชุ่มไปทั้งตัวอีกด้วย
มีหญิงชราคนหนึ่งในซอย แกค่อนข้างขี้โรค ทั้งความดันเลือดสูง ทั้งเบาหวาน ล้มเจ็บต้องไปหาหมอเป็นประจำ วันหนึ่งแกคงเบื่อหน่ายชีวิตตัวเองเต็มที
เลยตัดสินใจผูกคอตาย
ที่ต้นมะม่วงริมรั้วเพื่อให้พ้นทุกข์ กับไม่ต้องตกเป็นภาระของลูกหลานอีกต่อไป
เผาศพไปได้ไม่กี่วัน คนเดินผ่านบ้านนั้นตอนกลางคืนยังเห็นแกเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ รั้ว บางคนได้ยินเสียงกระแอมก็หันไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ
ถึงกับร้องลั่น เผ่นอ้าว...
สาเหตุเพราะมองเห็นแกนั่งบนกิ่งมะม่วงก็มี เห็นร่างผูกคอห้อยโตงเตงถนัดตาก็มี
เรื่องนี้ทำให้แม่พาดิฉันไปทำสังฆทานที่วัดเขมาฯ เชิงสะพานพระรามหก ทั้งเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แกในฐานะเพื่อนบ้าน กับสะเดาะเคราะห์ตัวเองด้วย
สังเกตว่ามีคนมาถวายสังฆทานกันหลายคน
พระท่านกล่าวนำให้ทุกคนว่าตาม เรียกว่าสังฆทานหมู่ เสร็จแล้วก็ออกมาปล่อยนก ปล่อยปลาไหลและหอยขมที่เขานำมาขายในวัดกันหลายเจ้า
แม่บอกว่าปล่อยปลาไหลเพื่อให้ความทุกข์หรือเคราะห์ร้ายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ไหลไปตามชื่อปลา ปล่อยหอยขมก็คือให้ความขมขื่นต่างๆ
หลุดลอยไปจากตัวเอง เป็นความเชื่อถือที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
ทำแล้วสบายใจดี อย่างน้อยก็ได้บุญที่ปลดปล่อยสัตว์พวกนั้นให้เป็นอิสระ หรือช่วยชีวิตพวกมันไว้...นี่คือเหตุผลของแม่ค่ะ
เรื่องขนหัวลุกที่ดิฉันประสบมาก็เกิดขึ้นที่บ้านใกล้ๆ กันนั่นเอง!
บ้านนั้นมีลูกสาวคนเดียวชื่อบุ๋ม เธออายุราวสิบขวบเศษเหมือนดิฉัน บุ๋มร่างผอมสูง ผิวขาว ไว้ผมม้า นิสัยค่อนข้างจะซุกซนและโลดโผนคล้ายเด็กผู้ชาย
ทั้งชอบปีนป่ายขึ้นต้นไม้ พกหนังสติ๊กยิงนกยิงหนูอยู่เป็นประจำ
แม่คอยเตือนดิฉันว่าอย่าซนเหมือนบุ๋ม เดี๋ยวจะตกต้นไม้คอหักตาย หรือไม่ก็แขนขาหัก พิการไปตลอดชีวิต
บุ๋มเคยชวนเล่นซนตามเธอบ่อยๆ แต่ดิฉันไม่กล้าหรอกค่ะ กลัวเจ็บตัวกับกลัวโดนแม่ตีด้วย...ยอมรับความแก่นแก้วและใจกล้าของเธอจริงๆ
เมื่อเห็นเธอกระโดดจากต้นไม้กิ่งสูงๆ
หรือไม่ก็ปีนป่ายไปเก็บมะม่วงบ้าง ดอกจำปีบ้าง
ขนาดหน้าต่างบ้านชั้นล่างยังเป็นทางลงของบุ๋มเลยค่ะ เพราะเธอกระโดดมาหาดิฉันหน้าตาเฉย
วันหนึ่งก็ได้ข่าวร้าย บุ๋มพลัดหล่นจากต้นมะปรางข้างบ้านลงมานอนสิ้นสติ พ่อแม่ต้องพาส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
ได้ข่าวว่าหัวแตกไหล่หัก
ต้องนอนรักษาตัวอยู่หลายวัน แม่ดิฉันไปเยี่ยมมาครั้งหนึ่ง เล่าว่าอาการหนักน่าดู...ถือโอกาสกำชับดิฉันว่าห้ามปีนต้นไม้เด็ดขาด
อีก 2-3 วันต่อมา ดิฉันกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ได้ยินเสียงเรียกชื่ออยู่ใกล้ๆ จำได้ว่าเป็นบุ๋มก็หันไปมอง...เธอกลับนั่งห้อยขาอยู่ที่หน้าต่างชั้นล่างนั่นเอง
ดิฉันร้องถามว่าหายแล้วหรือ?
บุ๋มก็ยิ้มฟันขาว โดดหน้าต่างลงมากวักมือเรียก อารามดีใจทำให้รีบวิ่งออกไปดูก็เห็นเธอนำหน้าไปที่ต้นมะปราง
แทบจะในพริบตาเดียวบุ๋มก็ขึนไปนั่งปร๋ออยู่บนกิ่งใหญ่พลางยิ้มแป้น เรียกให้ปีนขึ้นไปเล่นด้วยกัน
ลมพัดมาวูบใหญ่จนดิฉันขนลุกซู่...
ได้ยินเสียงแม่ตะโกนเรียกก็หันไปบอกว่าบุ๋มหายแล้ว ไม่เชื่อก็มาดูที่ต้นมะปรางนี่ซี
แม่ตะโกนอะไรลั่นๆ ฟังไม่ถนัด พลางวิ่งเข้ามาหา หน้าซีด ปากสั่น พูดเสียงแหบเครือว่า...ไปเล่นกับใครน่ะ? บุ๋มมันตายแล้วเมื่อตอนบ่ายนี้เอง!
ดิฉันอดหัวเราะไม่ได้ แหงนหน้าชี้มือให้แม่ดู...
แต่ไม่เห็นบุ๋มอยู่บนกิ่งไม้นั่นเสียแล้ว
บุ๋มตายที่โรงพยาบาลจริงๆ แต่วิญญาณก็กลับมาสิงสู่อยู่ตรงที่เธอพบจุดจบ...จิตใจคงผูกพันอยู่ที่นั่นตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลา
ไปผุดไปเกิดเสียที ดิฉันจะไม่มีวันลืมภาพสุดท้ายที่เห็นเธอไปตลอดกาลเลยค่ะ
แหล่งที่มา:


เครดิต :
ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!