
ปิศาจเจ้าโทสะ

"รัชนีกร" เล่าเรื่องขนหัวลุกเมื่อวิญญาณขี้โมโหอาละวาด
คุณตาของดิฉันเป็นคนอารมณ์ร้ายมาก ปกติท่านจะใจดี
คุยสนุก แต่ถ้ามีใครทำอะไรให้ท่านขัดใจนิดเดียว...นี้ดเดียวจริงๆ นะคะ! ท่านจะโมโหมากๆ และไม่มีอะไรจะหยุดเพียงเท่านั้นได้
ต่อให้ขอโทษแค่ไหนก็ตาม อารมณ์ท่านเหมือนหม้อน้ำที่อยู่บนเตาไฟ
มันร้อนกรุ่น...เพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อยๆ จนเดือดพล่าน แล้วก็ระเบิดเปรี้ยงปร้าง จากนั้นทุกอย่างก็จะยุติ
ดิฉันเอือมระอา ทั้งกลัวทั้งเกลียด ทั้งเบื่อหน่ายที่สุด!
เชื่อไหมคะ แม้ท่านตายไปแล้วแต่นิสัยเดิมยังแก้ไม่หาย น่าขนหัวลุกจริงๆ
คนในบ้านทุกคนกลัวคุณตา หรือจะพูดให้ถูกคือกลัวอารมณ์
ที่เหมือนคนเป็นจิตวิปลาส ดิฉันไม่เคยเห็นใครเป็นแบบนี้เลย เรื่องที่ท่านโมโหก็มักจะเป็นการที่เราใช้ของแล้วไม่วางที่เดิม ท่านหาไม่พบก็โกรธ
ใช่ค่ะ มันเป็นเรื่องที่ต้องโกรธกันเป็นธรรมดา แต่คุณตาไม่จบแค่หาของเจอแล้วก็คลายโทสะอย่างคนอื่นๆ ทั่วไปหรอกค่ะ
ท่านจะบ่น...ซึ่งมันก็เหมือนสุมเชื้อไฟให้อารมณ์ตัวเองพุ่งความร้อนแรงขึ้น
เวลาโมโหท่านเป็นปีศาจดีๆ นี่เอง!
...หน้าตาบูดเบี้ยว พ่นคำพูดที่เจ็บแสบ เสียงดังมาก ปึงปังเหมือนพายุร้าย สงสารคุณยายจริงๆ ท่านเป็นผู้หญิงอ่อนโยน เกือบอ่อนแอเลยล่ะค่ะ!
คุณยายมักจะเงียบกริบ น้ำตาร่วงเผาะๆ แม้จะไม่ใช่ความผิดของท่านแม้แต่น้อย แต่อารมณ์คุณตาทำร้ายจิตใจทุกคนที่อยู่ในรัศมีอำมหิตของท่าน
ในที่สุด คุณตาก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ท่านอายุ 85 ค่ะ
ดิฉันไปเฝ้าท่านทุกวัน...หลานรักนี่คะ!
ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า ยามปกติท่านเป็นคนแก่ใจดี แววตาสดใส น่าพูดน่าคุยด้วยอย่างยิ่ง เพราะท่านจะเล่าเรื่องสมัยก่อนๆ ให้ฟังอย่างสนุกสนาน
แถมได้ความรู้อีกมากมาย แม้ขณะที่นอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลก็เช่นกัน ท่านคุยกับดิฉันจนระยะหลังๆ ท่านพูดไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
วันที่ท่านเสียชีวิต ดิฉันอยู่ในเหตุการณ์ตลอด!
วันนั้นน้าสะใภ้ของดิฉันมาเยี่ยม เธอเป็นผู้หญิงที่มีบุคลิกแคล่วคล่องว่องไวเฉลียวฉลาด แต่คุณตาไม่โปรดนัก เพราะเคยบอกกับดิฉันว่า...คนคนนี้ไม่มีความจริงใจ
ดูซิคะ! คุณตาเจ็บหนัก ทุกคนรู้ดีว่านี่คือวาระสุดท้ายของท่าน น้าตุ๋ย-สะใภ้คนนี้กลับดูพิกลๆ เธอเข้ามาพร้อมทั้งละล่ำละลักร้องไห้ เช็ดน้ำตาป้อยๆ
ท่าทางสงสารคุณตา จับมือท่านไปบีบนวด
แต่คุณตาดึงมือออก น้าตุ๋ยคงรู้ตัว เธอหน้าเจื่อนเมื่อคุณตาเบือนหน้าหนี
นั่นไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ คุณตารำคาญแต่ก็ไม่ถึงกับโกรธ ทว่าเมื่อน้าตุ๋ยเหลือบเห็นกระเช้าผลไม้ราคาแพง เธอก็กรี๊ดกร๊าด
"ว้าย...ตายจริง! ของแบบนี้คุณพ่อรับประทานได้หรือคะ? คนเยี่ยมก็ไม่มีหัวคิด เอาผลไม้มาให้ด๊าย..."
ว่าแล้วคุณเธอก็หาถุงมาหยิบอะโวคาโด สตรอเบอรี่ลูกโตสีแดงฉ่ำ
เชอร์รี่ลูกแดงคล้ำหวานกรอบ...โกยลงถุงจนเกลี้ยง!
คุณยายพูดหลังจากนั้นว่า เพื่อนรักคุณตาอุตส่าห์เอามาเยี่ยม และแม้รู้ว่าคุณตากินอะไรไม่ได้
แต่ผลไม้นี้ท่านให้คนที่มาเฝ้าไข้อย่างดิฉันและคุณยายเป็นต้น...เหตุผลข้อนี้ทุกคนทราบดี
เมื่อน้าตุ๋ยแสดงกิริยามารยาทอย่างนั้น ดิฉันก็หันไปมองคุณตา...
ท่านหวงของค่ะ! นิสัยนี้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แววตาของท่านวาวโรจน์ กล้ามเนื้อบนใบหน้าเกร็งกระตุก น้าตุ๋ยก็เห็นและรู้ว่า...เอาแล้ว!
ได้เรื่อง...คุณตามีโมโห และมันจะเพิ่มขึ้นทุกนาที! แต่สะใภ้ตัวแสบไม่ยี่หระ เธอยักไหล่หัวเราะเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้องไป
คุณตาที่น่าสงสารของดิฉัน แผดเผาตัวเองด้วยความโกรธที่ผิดมนุษย์คนอื่นๆ
และคืนนี้อาการท่านก็ทรุด จนสิ้นใจไปตอนตีสอง!
คุณยายกับดิฉันคุยกันว่าน้าตุ๋ยเร่งให้ท่านตาย ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ตีสองคืนนั้นได้เรื่องเลยค่ะ!
คุณตาไปยืนหน้าขมึงทึงในสภาพศพที่ใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาลข้างเตียงลูกสะใภ้ตัวดี พูดง่ายๆ
ว่าขาดใจปุ๊บท่านก็ไปอาละวาดกับคนที่จุดไฟโทสะให้ท่านทันใด
ในนาทีนั้นน้าตุ๋ยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านตายแล้ว
พอรู้เข้า เธอกลัวผีคนเสียจนอยู่คนเดียวไม่ได้ กระทั่งเวลาเข้าส้วมหรืออาบน้ำ ก็ต้องให้คนใช้มาอยู่เป็นเพื่อน
ไม่น้าดิฉันก็ลูกๆ ของเธอ ถ้าไม่มีใครจริงๆ ก็ต้องคนใช้นั่นล่ะค่ะ ไปเฝ้าหน้าห้องน้ำที่ไม่ปิดประตู
ทั้งเจ็ดวันระหว่างงานสวดอภิธรรมจนถึงวันเผา คุณตาตามไปรังควานน้า
ตุ๋ยตลอด...น้าตุ๋ยเห็นท่านคนเดียว คนอื่นไม่เห็น เล่นเอาเธอประสาทเสียไปเลยค่ะ
ช่างผู้หญิงคนนั้นเถอะนะคะ ดิฉันน่ะห่วงวิญญาณคุณตามากกว่า
อารมณ์โทสะน่ะมันทรมานจะตาย มันเผาทั้งตัวเองและทุกคน มันทำให้คนน่ารักกลายเป็นคนน่ารังเกียจ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม
ดิฉันเขียนมาเล่าเรื่องนี้เพราะคิดว่า
หากคนขี้โมโหท่านใดได้อ่านแล้วฉุกคิดแก้ไขเสียตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ละก็...ดิฉันขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้คุณตา
ให้ท่านมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ตกเป็นทาสของโทสจริต วิญญาณท่านจะได้สงบและสู่สุคติค่ะ!
แหล่งที่มา:


เครดิต :
ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!