ทูตนรก


ทูตนรก


"นิศานาถ" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกจากโรงเรียนอนุบาล

ดิฉันเป็นครูอนุบาลในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อก่อนที่นี่มีเด็กๆ นับร้อย ตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงอนุบาล 3

แต่ละชั้นต้องแบ่งออกเป็น 4 ห้อง แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ระยะหลังๆ นักเรียนกว่าร้อยลดลงเหลือเพียงแค่ 36 คนเท่านั้นค่ะ

ดิฉันเพิ่งสมัครเข้ามาได้ 2 เทอม

เมื่ออยู่ไปนานเข้าก็เข้าใจว่าเป็นเพราะความใจร้ายใจดำของครูใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของโรงเรียนนี่เอง

จุดจบของแกน่ะ ฟังแล้วน่าขนหัวลุกที่สุดเลย!

เมื่อจบปริญญาตรี ดิฉันก็รีบมาสมัครเข้าทำงานที่โรงเรียนนี้ เพราะได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วว่าเป็นโรงเรียนดี และที่สำคัญคืออยู่ใกล้บ้านดิฉันด้วยซิคะ

ทางโรงเรียนรับดิฉันเข้าทำงานอย่างง่ายดาย

จนไม่อยากจะเชื่อ วันนั้นเป็นวันปิดเทอมค่ะ ดิฉันจึงไม่รู้สึกผิดปกติกับความเงียบเหงาวังเวง ดีนะคะที่ครูอีกคนเล่าให้ฟังว่า เดี๋ยวนี้ทั้งโรงเรียนมีนักเรียน 36 คน

ดิฉันได้ยินถึงกับสะดุ้ง ...อะไรกัน! ไม่จริงหรอก คุณครูพูดเล่นหรือเปล่า?

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยน่ะดิฉันต้องไปอยู่หอไงคะ

จึงไม่รู้เห็นกับการเปลี่ยนแปลงของที่นี่ ที่จริงตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว เวลาผ่านหน้าโรงเรียนนี้ดิฉันเคยเห็นเด็กเยอะแยะไปหมดนี่นา

เอาละ...ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะทุกวันนี้มีโรงเรียนใหม่ๆ ผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด ผู้ปกครองก็เลยแยกย้าย กระจายกันพาลูกไปเข้าโรงเรียนที่ใหม่กว่า ทันสมัยกว่า

โรงเรียนนี้มีเนื้อที่ราว 2 ไร่ มีตึก 3 ชั้น

ปลูกเป็นรูปตัวแอล ส่วนตรงกลางตึกนั้นเป็นห้องพักครู ห้องประชุมและห้องครูใหญ่

บ้านของครูใหญ่ก็อยู่หลังตึกนี้ค่ะ แกเป็นผู้ชายอ้วน เตี้ย ศีรษะล้าน มีภรรยาสวยเชียวละ และลูกๆ ก็ย่างเข้าวัยรุ่นกันแล้ว

ดูๆ ก็น่าอบอุ่นนะคะ ครูใหญ่ท่าทางใจดีออก

แต่เดี๋ยวก่อน ...อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น! คุณเคยได้ยินคำกล่าวนี้ไหมคะ?

ดิฉันหลงเชื่อสิ่งที่เห็นนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันแรกที่ปิดเทอม!

ดิฉันเป็นครูผู้ช่วยชั้นอนุบาล 1 แน่ละค่ะ เด็กๆ ทั้งแหวะทั้งร้องไห้ และตุ้มเป๊ะไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่อาเจียน น้ำมูก น้ำตา...ไม่เป็นไร ในห้องพักครูมีห้องน้ำ ดิฉันเข้าไปอาบน้ำค่ะ อ้าว? สบู่ไม่มี

ครูประจำชั้นบอกว่า ขอโทษนะลืมบอกไป

เธอต้องเอาสบู่ แชมพูและผงซักฟอกมาเองจ้ะ

นั่นไม่เท่าไหร่.. ต้องนี่ซิคะ! ตอนเที่ยงเด็กๆ เข้าแถวมากินอาหารกลางวัน โดยเด็กเล็กมาก่อน มีเวลากิน 15 นาที จากนั้นเป็นอนุบาล 2 และอนุบาล 3

ดิฉันไม่อยากจะเชื่อเลย อาหารของเด็ก

คือข้าวต้มเละๆ น้ำเยอะๆ แม่ครัวเอาไข่ 3 ฟองตีให้ฟู เจียวในกระทะเป็นแผ่นบางๆ แล้วเอามาสับโรยบนข้าวต้ม แบบโรยบนข้าวคลุกกะปิ

บางวันมีไข่พะโล้ค้างมาตั้งแต่เมื่อไหรไม่รู้ เอามาให้เด็กกิน! ถ้าเด็กอนุบาล 1 กินเหลือ ของเหลือจะถูกเทใส่หม้อตามเดิมไว้ตักให้เด็กอนุบาล 2 อนุบาล 3 กินต่อ...

เฮ้อ! ค่าเล่าเรียนก็เก็บเขาแพงมากนะคะนั่น!

คุณอาจคิดว่าแม่ครัวกินเงินค่าอาหารเด็ก! เปล่าค่ะ ทั้งหลายทั้งปวงเป็นคำบัญชาของครูใหญ่

แม่ครัวและครูน้อยได้แต่ทำตาปริบๆ สงสารเด็กๆ เอ้า! ถ้าสงสารก็ไปซื้อไก่ย่าง ซื้อขนม ซื้อนมมาปรนเปรอเด็กเอาเองซิ...ดิฉันทำอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ

เมื่อดิฉันมาอยู่ได้ไม่นานครูใหญ่ก็ล้มป่วย

เป็นมะเร็งค่ะ! อาการทรุดเร็วมาก ภรรยาครูใหญ่บอกว่าตอนแรกเป็นที่ตับ แล้วลามกระจายไปปอดแล้ว

ครูใหญ่นอนแบ็บอยู่ที่บ้านหลังตึกเรียน พวกเราครูเล็กมาช่วยกันดูแลและปลอบใจคุณติ๋มภรรยาแก คุณติ๋มก็ติ๋มสมชื่อ

เธอระอาใจสามีที่ขี้เหนียวและใจร้ายกับเด็กเล็กๆ

ทั้งๆ ที่เอาเงินพ่อแม่เขามาเทอมละเกือบหมื่น แต่คุณติ๋มไม่มีปากมีเสียง ได้แต่มานั่งน้ำตาร่วงเผาะๆ กับพวกดิฉัน

คืนหนึ่งครูใหญ่อาการเพียบ แต่ก็ยังไม่ยอมตายนะคะ แกหายใจไม่ออกต้องใส่ท่อออกซิเจนอยู่กับบ้าน ดิฉันอยู่เพื่อนคุณติ๋มจนดึก เราคิดว่าคงไม่พ้นพรุ่งนี้ครูใหญ่ก็คงจะสิ้นลมแน่นอน

ตอนที่ดิฉันลากลับ ครูใหญ่ไม่ได้สติแล้ว!

ขณะเดินมาถึงลานหน้าโรงเรียนซึ่งมืดสนิท เพราะครูใหญ่ไม่ยอมให้เปิดไฟ ดิฉันมองไปทางห้องครูใหญ่โดยไม่ได้ตั้งใจ และก็ต้องผวาสุดขีด เพราะดิฉันเห็นหมาดำตัวใหญ่ผิดปกติเดินวนเวียนอยู่หน้าห้อง

ที่นี่ไม่ได้เลี้ยงหมานะคะ! มันมาจากไหนกัน?

ครูใหญ่อยู่ต่อมาอีก 3 คืน...ทั้ง 3 คืน

ดิฉันเห็นหมาดำตัวนี้เดินไปเดินมารอบตึกเรียน ดิฉันกับเพื่อนแอบดูมันด้วยใจระทึก...มีอยู่ครั้งหนึ่ง

เหมือนมันจะรู้ตัวว่าเรามองอยู่ มันหันมาจ้องเรา นัยน์ตาแดงจ้า...รู้สึกว่าตัวมันใหญ่มากๆ เกือบเท่าควายเลยละค่ะ

ดิฉันกับเพื่อนขนหัวลุก...

ครูใหญ่ตายคืนนั้นเอง!!

ไม่ใช่แค่เราสองคนที่เห็น ภารโรงและแม่ครัวก็เห็นหมาลึกลับตัวนี้

หลังจากครูใหญ่ตาย หมาก็หายไป ไร้วี่แวว เราเชื่อว่ามันมาจากนรก เพื่อมารับวิญญาณชายที่ทำบาปกรรมกับเด็กๆ ที่เป็นลูกศิษย์ของตัวเองค่ะ!




แหล่งที่มา:


เครดิต :

ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!
กระทู้เด็ดน่าแชร์