ไปเผาผี!
"กรรณิการ์" เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกในวันเผาศพ
ดิฉันเป็นเด็กอัมพวา สมุทรสงครามโดยกำเนิด หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า "แม่กลอง" นั่นแหละค่ะ เมืองแห่งอาหารทะเล ผลไม้โดยเฉพาะลิ้นจี่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุด ไม่แพ้ลิ้นจี่ทางภาคเหนือแน่นอน
ไม่ใช่ว่าลิ้นจี่อัมพวาจะเพิ่งปลูกได้ไม่กี่สิบปีเท่านั้น แต่ขึ้นชื่อลือชามาหลายชั่วคนเต็มที...คิดดูซีคะว่าต้นเก่าแก่นั้นมีอายุตั้ง 100 กว่าปีแล้ว
ลิ้นจี่ที่นี่ผลโต เม็ดเล็ก เนื้อหนา หวานกรอบและแห้ง ไม่มีน้ำเฉอะแฉะเลอะมือเหมือนลิ้นจี่จังหวัดอื่นหรอกค่ะ ปีนี้อากาศหนาวจัด ทำให้ลิ้นจี่ติดดอกสะพรั่งไปทั้งต้น ถ้าไม่เกิดฝนตกผิดฤดูเสียก่อน ก็คงจะติดผลดกดื่นน่าละลานตา...อีกสองเดือนถึงเมษายนก็จะได้ลิ้มรสหอมหวาน น่าชื่นใจกันแล้วค่ะ
อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกันนะคะ
คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูก กันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวกนี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา
ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า "ดอกเกลือ"
แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับ รองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!
สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือ ลุงป่วน กับ ป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะ อาชีพชาวสวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวันมีลูกชายคนเดียวชื่อ พี่เปลว ก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ
ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน
...พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้วัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย...เกิดมาไม่เคยเห็นตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน
แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!
เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออกลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ
ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้า ดำสวมเสื้อขาวดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า...ไปเผาผี!
ที่อัมพวาไม่ได้พูดว่า "ไปเผาศพ" หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า "ไปเผาผี" กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกันทุกคน
พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป...คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง
อีกราวครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน...แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า...ไปเผาผีใครมาล่ะป้า
คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว
"ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!"
"ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา" ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ "นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!"
"เฮ้ย!" ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู...ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม... ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา
"โถ...อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย"
ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น...ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี...ดิฉันนึกถึงหน้าตาของ ยายทองห่อดิฉันก็ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!
ขอบคุณบทความจากข่าวสด
ดิฉันเป็นเด็กอัมพวา สมุทรสงครามโดยกำเนิด หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า "แม่กลอง" นั่นแหละค่ะ เมืองแห่งอาหารทะเล ผลไม้โดยเฉพาะลิ้นจี่ขึ้นชื่อลือชามากที่สุด ไม่แพ้ลิ้นจี่ทางภาคเหนือแน่นอน
ไม่ใช่ว่าลิ้นจี่อัมพวาจะเพิ่งปลูกได้ไม่กี่สิบปีเท่านั้น แต่ขึ้นชื่อลือชามาหลายชั่วคนเต็มที...คิดดูซีคะว่าต้นเก่าแก่นั้นมีอายุตั้ง 100 กว่าปีแล้ว
ลิ้นจี่ที่นี่ผลโต เม็ดเล็ก เนื้อหนา หวานกรอบและแห้ง ไม่มีน้ำเฉอะแฉะเลอะมือเหมือนลิ้นจี่จังหวัดอื่นหรอกค่ะ ปีนี้อากาศหนาวจัด ทำให้ลิ้นจี่ติดดอกสะพรั่งไปทั้งต้น ถ้าไม่เกิดฝนตกผิดฤดูเสียก่อน ก็คงจะติดผลดกดื่นน่าละลานตา...อีกสองเดือนถึงเมษายนก็จะได้ลิ้มรสหอมหวาน น่าชื่นใจกันแล้วค่ะ
อ้อ! ส้มโออัมพวาก็ขึ้นชื่อลือชาเหมือนกันนะคะ
คุณครูสมทรงมีสวนส้มโอมากมาย ก่อนนั้นก็เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูก กันมาสมัยปู่ย่าตายาย เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าอยู่หลายปีก็พบว่าส้มโอพันธุ์ขาวพวงหรือขาวแป้นอะไรพวกนี้จะเหมาะกับดินและน้ำแถวนครชัยศรี นครปฐมมากกว่าที่อัมพวา
ก็เลยได้พันธุ์ขาวใหญ่มาปลูกแพร่หลาย ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ไม่มีอันตราย กับดินจากนาเกลือมาโรยโคนต้น เขาเรียกเสียไพเราะน่าฟังว่า "ดอกเกลือ"
แหม! ดิฉันก็มัวแต่พูดถึงผลไม้ดังๆ ของอัมพวาเสียเพลิน แต่รับ รองว่าไม่ลืมเรื่องขนหัวลุกหรอกค่ะ!
สมัยเด็กๆ ดิฉันมีเพื่อนบ้านที่สนิทกันคือ ลุงป่วน กับ ป้ากลีบ สองผัวเมียอายุเกือบห้าสิบแล้วค่ะ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่แพ้หนุ่มสาว เพราะ อาชีพชาวสวนทำให้ได้ออกกำลังเกือบทั้งวันมีลูกชายคนเดียวชื่อ พี่เปลว ก็ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ
ตอนที่ดิฉันใกล้จะขึ้นป.4 พ่อแม่ก็พาไปเยี่ยมญาติที่วงเวียนใหญ่ ยังได้มีโอกาสพบกับพี่เปลวเลยค่ะ เพราะคนบ้านเราไปอยู่ที่นั่นหลายคน
...พ่อแม่พาดิฉันไปไหว้วัดพระแก้ว, วัดโพธิ์และเที่ยวตลาดนัดท้องสนามหลวงน่าตื่นเต้นมากเลย...เกิดมาไม่เคยเห็นตลาดอะไรจะใหญ่โตเหมือนที่นั่นมาก่อน
แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านได้แค่วันเดียว รุ่งขึ้นก็โดนผีหลอกอย่างจัง!
เย็นนั้น ดิฉันออกไปเล่นซ่อนแอบกับเพื่อนๆ ที่ถนนหน้าบ้าน ร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นลิ้นจี่ที่ออกลูกแดงอร่าม ฝั่งตรงข้ามเป็นคูน้ำกั้นสวนส้มโอที่ดูหนาทึบ คล้ายๆ จะมีความเร้นลับซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ
ขณะนั้นเอง ป้ากลีบก็เดินถือฟืนท่อนหนึ่งออกจากบ้าน แกนุ่งผ้า ดำสวมเสื้อขาวดิฉันถามว่ายายจะไปไหน? แกก็บอกว่า...ไปเผาผี!
ที่อัมพวาไม่ได้พูดว่า "ไปเผาศพ" หรอกนะคะ แต่นิยมพูดว่า "ไปเผาผี" กันแทบทั้งนั้น คนที่ไปเผาผีก็มักจะมีฟืนติดมือไปด้วยคนละท่อน คล้ายจะเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมานมนานแล้วว่าต้องถือฟืนไปช่วยเผาผีกันทุกคน
พวกเราเล่นซ่อนแอบกันต่อไป...คิดว่าเดี๋ยวป้ากลีบคงจะเดินกลับบ้านเพราะวัดตาพรหมอยู่ใกล้ๆ นั่นเอง
อีกราวครึ่งชั่วโมง ดิฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพ่อแม่คงจะไปเผาผีกับเขาด้วย เลยเดินย้อนไปที่บ้าน...แต่กลับเห็นป้ากลีบเดินมากับยายทองห่อ รูปร่างผอมสูง ผิวดำ แต่งตัวดำขาวคล้ายๆ กัน ยายทองห่อทำท่าจะเลี้ยวไปบ้านแกก่อน ดิฉันก็ถามป้ากลีบว่า...ไปเผาผีใครมาล่ะป้า
คำตอบของแกทำให้ดิฉันใจหายวาบ ผวาไปกอดเอวป้ากลีบอย่างลืมตัว
"ไปเผาผียายทองห่อน่ะซี!"
"ยายทองห่อเดินมากับป้าหยกๆ นี่นา" ดิฉันบอกเสียงสั่นๆ "นั่นไง! แกยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่น!"
"เฮ้ย!" ป้ากลีบร้องลั่น กลับเป็นฝ่ายกอดดิฉันแน่นขณะที่หันไปดู...ท่ามกลางเสียงหมาหอนมาจากวัด ยอดลิ้นจี่ไหวซ่าอยู่กับสายลม... ร่างของยายทองห่อค่อยๆ เลือนรางจางหายไปต่อหน้าต่อตาเรา ป้ากลีบนึกขึ้นได้ก็ควักผ้าสีแดงออกมาเช็ดน้ำตา
"โถ...อุตส่าห์มาส่งถึงบ้านเชียวหรือพี่ทองห่อ? ขอบใจละนะ ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ อย่ามาให้เด็กเล็กเห็นอีกเลย เดี๋ยวมันจะขวัญหนีดีฝ่อตาย"
ดิฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น...ต้องยกมือไหว้ให้ป้ากลีบไปส่งบ้าน พ่อกับแม่เพิ่งกลับมาจากวัดพอดี...ดิฉันนึกถึงหน้าตาของ ยายทองห่อดิฉันก็ปล่อยโฮออกมาตอนนั้นเอง!
ขอบคุณบทความจากข่าวสด
เครดิต :
ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!